เรื่องเล่าที่ไม่มีวันจบ

คุณธนัทอร หรือ อร อายุ 50 ปี มีภูมิลำเนาเดิมอยู่ที่จังหวัดนครสวรรค์ จบการศึกษาระดับอนุปริญญาหรือเทียบเท่า ปัจจุบันประกอบอาชีพรับจ้างอยู่ที่กรุงเทพมหานคร เธอเป็นคนหนึ่งที่ติดตามพระอาการประชวรของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาตราบชีวิต ด้วยรู้สึกผูกพันและประทับใจต่อพระองค์ผ่านการติดตามข่าวพระราชกรณียกิจและการเคยมีโอกาสรับเสด็จ แม้จะเป็นการเฝ้ารับเสด็จในระยะห่างไกลแต่เธอก็ประทับใจมิรู้วาย เมื่อพระองค์เสด็จสวรรคตจึงสร้างความเสียใจ
มิรู้หายมาจนทุกวันนี้
เธอจำได้ว่าตั้งแต่เกิดมา ก็เห็นพระบรมฉายาลักษณ์ของพระองค์ติดอยู่ในบ้านแทบทุกหลังที่เธอเคยไปเยือน และแทบทุกวันเธอก็ได้รับรู้ข่าวสารของพระองค์ผ่านโทรทัศน์ แต่เหตุการณ์ที่ประทับอยู่ในใจเธออย่างแน่นหนักคือ เหตุการณ์ในความทรงจำที่เคยเกิดขึ้นเมื่อเธออายุประมาณ 8 – 9 ขวบ ครั้งที่มีโอกาสได้ไปรอรับเสด็จในงานพระราชทานธงลูกเสือชาวบ้านที่จังหวัดนครสวรรค์ แต่ครั้งนั้นก็ไม่ได้ทำให้เธอได้เห็นพระองค์จริงจนกระทั่งเมื่อจังหวัดของตนมีการจัดงานฝังลูกนิมิต อย่างไรก็ตาม ประสบการณ์ที่ได้เฝ้ารับเสด็จในหลวงอย่างใกล้ชิดที่สุดคือตอนที่เธอทำงานอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราชในปีแรก เป็นช่วงที่ในหลวงมีพระชนมายุ 84 พรรษา เธอจำได้แม่นยำว่าวันนั้นเป็นวันฉัตรมงคลซึ่งเธอทราบข่าวมาว่าในหลวงพระอาการประชวรดีขึ้นและจะเสด็จบริเวณวังหลังจึงติดตามไปนั่งรอรับเสด็จ เธอดีใจและตื้นตันอย่างยิ่งเพราะครั้งนั้นได้รับเสด็จในหลวงและพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์
เรื่องที่คุณธนัทอรประทับใจที่สุดเกี่ยวกับในหลวงรัชกาลที่ 9 คือการที่พระองค์ทรงทำเพื่อประชาชนด้วยพระเมตตา ท่านประกอบพระราชภารกิจนานัปการด้วยความจริงใจ อีกทั้งยังช่วยเหลือแบบให้เกิดความยั่งยืนมากกว่าจะสงเคราะห์ชั่วครั้งคราว สิ่งที่พระองค์ทรงทำนั้นมีมากจนอาจไม่สามารถนับจำนวนพระราชภารกิจที่ทรงทำเพื่อประชาชนได้ เธอยกตัวอย่างการที่พระองค์ทำงานตั้งแต่เช้าถึงกลางคืน ในเวลาที่เราหลายคนหลับไปแล้วแต่ท่านก็ยังทำงานหรือแม้แต่การเดินทางไกลขึ้นป่าเขาเพื่อช่วยประชาชนเรื่องที่อยู่ ที่ดินทำกิน หาอาชีพให้ มีเด็กที่เขียนจดหมายหาท่านก็ทรงตอบกลับ ตลอดจนการช่วยเหลือผู้ป่วยด้วยการอุปถัมภ์เรื่องค่ารักษาพยาบาลและรับเป็นคนไข้ในการดูแล
กล่วถึงเหตุการณ์ในวันวิปโยค เธอเล่าว่าในวันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2559 เธอตั้งใจสวมเสื้อสีชมพูเดินทางมาโรงพยาบาลศิริราช เพื่อร่วมสวดมนต์ขอพรให้ในหลวงมีพระพลานามัยแข็งแรงและหายพระอาการประชวร แม้เดินทางเพียงลำพังแต่ไม่รู้สึกโดดเดี่ยวเพราะว่า็ยังมีเพื่อนๆ พี่น้องคนไทยหลายร้อยคนร่วมด้วย แต่แล้วในวันรุ่งขึ้น วันที่ 13 ตุลาคม ได้ทราบข่าวการสวรรคตของพระองค์ เธอเองที่แม้จะเตรียมใจบ้างแล้วก็รู้สึกเศร้าใจเป็นอย่างยิ่งเพราะไม่อยากให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น เหมือนกับว่าได้สูญเสียพ่อแม่ที่เรารักไป แต่อีกแง่หนึ่งก็พยายามคิดว่าพระองค์ก็ไม่ต้องเจ็บจากพระอาการประชวรอีกแล้ว กล่าวแบบภาษาชาวบ้านคือ “ท่านทรงไปสบายแล้ว ไม่ต้องทรมานร่างกาย ไม่ต้องเจ็บป่วยอีกแล้ว” เธอเอ่ยด้วยเสียงสั่นเครือพร้อมน้ำตาคลอเบ้า
ด้วยรักและศรัทธาที่มีต่อพระองค์ท่านสะท้อนให้เห็นชัดเจนจากการกระทำของเธอตั้งแต่วันแรกที่ทราบข่าวเรื่องการสวรรคต เธอกลับบ้านเพื่อเปลี่ยนเป็นชุดดำและมาที่โรงพยาบาลอีกครั้งตั้งแต่คืนวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2559 เพื่อจับจองพื้นที่เฝ้ารอพิธีการเคลื่อนพระบรมศพของในหลวงรัชกาลที่ 9 และจากนั้นก็ยังมาเข้าร่วมพิธีต่างๆ เนื่องในการสวรรคตของในหลวงรัชกาลที่ 9 เช่น การร่วมร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีที่ท้องสนามหลวง ความรู้สึกและภาพที่เห็นในช่วงเวลานั้นมีแต่คนร้องไห้ เสียใจ ขณะเดียวกันก็เห็นความเปลี่ยนแปลงในการดำเนินชีวิต คุณธนัทอรมองว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่ทุกคนจะเสียใจกับการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่นี้ แต่เราต้องยึดนำคำสอนของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาปฏิบัติเพื่อให้การดำเนินชีวิตในปัจจุบันเป็นไปอย่างมีความสุขดังที่ท่านเคยทำเพื่อเราและเฝ้าสั่งสอนเราตลอดมา นั่นคือเราต้องอยู่อย่างมีสติ รู้จักความพอเพียง ไม่ทำความเดือดร้อนต่อผู้อื่นและสังคม ต้องมีความสามัคคี ไม่เอารัดเอาเปรียบซึ่งกันและกัน เธอกล่าวต่ออีกว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ก็คือพ่อคนหนึ่งของเรา ถ้าเราคนไทยรักพ่อจริงก็ต้องกลับมาทบทวนตัวเองใหม่ว่าเราได้ทำเพื่อพ่อแค่ไหนและนั่นคือดีที่สุดแล้วหรือยัง
และสำหรับเธอ เรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับพระองค์นั้น เธอจะนำไปเล่าขานให้ลูกหลานฟังเพื่อเป็นแบบอย่างให้พวกเขาได้เดินตามรอยของพระองค์ท่านในการดำรงชีวิตด้วยความเพียร ความดี และคงเป็นเรื่องที่เล่าอย่างไม่มีวันจบ เพราะสิ่งที่พระองค์ทรงทำไว้นั้น มีมากมายเหลือคณานับ

ขอขอบคุณข้อมูลดีดีจาก สสส.