รถประหยัดน้ำมัน ต้องอีซูซุ

ดาวน์ต่ำผ่อนสบาย แถมล้อแม็ก
“อีซูซุ รู้คุณค่าน้ำมันทุกหยด” เป็นสโลแกน ที่เหล่าประชาคม ISUZU จะได้ยินเสมอ โดยสื่อถึงความโดดเด่นของเครื่องยนต์ดีเซลที่ให้ความประหยัดน้ำมัน ความทนทานจนสร้างชื่อให้กับวงรถเพื่อการพาณิชย์เมืองไทยมาตลอด 60 ปี ด้วยการทำตลาดรถกระบะมายาวนาน ISUZU ได้สร้างนวัตกรรมมาตลอด ตั้งแต่ เป็นเจ้าแรกที่แนะนำเครื่องยนต์ดีเซล แนะนำรถแค็ปตอนครึ่งหรือ Spacecab มาจำหน่าย แนะนำเครื่องยนต์ดีเซล Direct Injection ลงในรถ

กระบะ แนะนำกระบะขับสี่ประกอบที่เมืองไทยในชื่อ Rodeo แนะนำเกียร์อัตโนมัติลงในรถกระบะเป็นครั้งแรก ฯลฯ ล้วนเป็นสิ่งที่ทำให้ ISUZU เป็นแบรนด์ที่ครองความนิยมและสร้างยอดขายสูงสุดในเมืองไทย ตั้งแต่ยุค Faster Z ,Dragon Eyes จนมาถึง D-MAX

ข่าวลือสนั่น ว่า ISUZU เตรียมทำเครื่องยนต์ดีเซลขนาดเล็กเพียง 1.9 ลิตร กลายเป็นจุดสนใจให้ติดตามเและไม่คาดคิดว่าจะกล้าทำในที่สุดเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี 2558 จนได้การตอบรับดีเกินคาดและสร้างปรากฏการณ์ “นวัตกรรมเปลี่ยนโลก” ติดตลาดกวาดยอดจองทะลุเป้าจนแบบเหนือความคาดหมายในชื่อ ISUZU D-MAX 1.9 Ddi Blue Power หลังจากได้ลองขับในรุ่น 4 ประตู Hi-Lander เกียร์ธรรมดา เมื่อช่วงปลายปีที่แล้ว ครั้งนี้กลับมาอกีครั้งแต่ต่างวาระตรงที่ได้รุ่นเกียร์อัตโนมัติ มาทดสอบ ซึ่งในรุ่นดังกล่าวได้แนะนำไปเมื่อช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา มีให้เลือกถึง 2 เกรด ทั้งรุ่น Z กับรุ่นท็อป Z- Prestige (รุ่นเกียร์ธรรมดา มีให้ลือกถึง 4 เกรด ตั้งแต่ รุ่น L, Z, Z DVD และ Z- Prestige)

พบกับครั้งนี้ไม่แตกต่างจากรุ่นเกียร์ธรรมดา ยังหล่อเหลาสปอร์ตปราดเปรียวเช่นเคยตั้งแต่ กระจังหน้าโครเมี่ยมดีไซน์บ่งบอกตัวตน โคมไฟหน้าออกแบบรับกับกระจังหน้าอย่างลงตัวด้วยไฟหน้า Projector ที่คราวนี้นำไฟ Daytime แบบ LED มาอยู่ในโคมเดียวกัน จากเดิมติดตั้งที่ตำแหน่งไฟตัดหมอก กันชนหน้าปรับดีไซน์ใหม่ให้ดูปราดเปรียว และเป็นการกลับมาอีกครั้งของไฟตัดหมอกทรงกลม พร้อมกรอบโครเมี่ยมรูปตัว C ทำให้ดูน่าเกรงขามมากขึ้น

ด้านข้าง ยังคงเส้นสายเดิมโป่งล้อขึ้นรูปทันสมัยกว่าคู่แข่งที่ยังใช้คิ้วพลาสติกขึ้นรูปปิดทัพโป่งล้อ แต่ครั้งนี้เปลี่ยนลายล้ออัลลอยใหม่จากเดิม 5 ก้านขนาด 17 นิ้ว มาเป็นล้ออัลลอย 6 ก้านใหม่ขนาด 18 นิ้วพร้อมยาง จาก Bridgestone Dualer H/T ขนาด 255/60 R18 5 วง (รวมยางอะไหล่) เป็นออพชั่นมาตรฐาน มีเสน่ห์ แฝงความหรูด้วยกระจกมองข้างโครเมี่ยมพร้อมไฟเลี้ยวในตัวสามารถปรับ-พับด้วยระบบไฟฟ้า ที่เปิดประตูเป็นแบบโครเมี่ยม และเสาอากาศครีบฉลาม หรือ Shark Fin เพิ่มความหรูเทียบเท่ารถยนต์ชั้นนำขึ้นมาเป็นกอง ด้านท้ายถึงแม้จะให้ไฟท้าย LED มา แต่ฝากระบะท้ายมีการออกแบบใหม่ ให้มีความโค้งนูนขึ้นพร้อม พร้อม Bulit-in Spoiler กับเปิดกระบะท้ายแบบโครเมี่ยมออกแบบใหม่และกล้องมองหลังในตัว สวยงาม และลงตัวขึ้น

มิติตัวถังรถกระบะ ISUZU D-MAX 1.9 Ddi Blue Power Hi-Lander 4 ประตู 6 Auto มากับขนาดเท่ากับ All New D-MAX เดิม แต่ความยาวมากขึ้นเป็น 5,200 มม. (เดิม 5,190 มม.) ความกว้าง 1,860 มม. ความสูง 1,795 มม.(ไม่รวมกระบะท้าย) ฐานล้อ 3,095 มม. ความสูงจากพื้น 235 มม. แต่น้ำหนักมีการเปลี่ยนแปลงเนื่องจากติดตั้งอุปกรณ์ใหม่ๆ รวมถึงชุดเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด กับขนาดยาง 18 นิ้วใหม่ ทำให้มีน้ำหนักถึง 1,830 กก. (รุ่นเกียร์ธรรมดา 1,810กก.) มิติกระบะภายใน เริ่มที่ความยาว 1,485 มม. ความกว้าง 1,530 มม. ความสูง 465 มม. และความจุถังน้ำมัน 76 ลิตร

สมัยนิยมของรถกระบะยุคใหม่ กับกุญแจรีโมท ISUZU Genius Entry เพียงแค่เก็บใส่ในกระเป๋ากางเกง ก็สามารถสั่งปลดล็อคได้อย่างง่ายดายด้วยการสัมผัสดด้านในก้านเปิดประตู ขึ้นลงรถสะดวกกว่า ด้วยบันไดข้างขึ้นรูปจากโรงงานกับราวจับมือบริเวณเสา A ที่ยังใส่ใจสำหรับ เจ้าของรถทั้งชายหญิง เมื่อเปิดประตูก็จะพบ การเปลี่ยนแปลงของโทนห้องโดยสาร ที่เปลี่ยนจากสีดำน้ำตาล มาเป็นสีดำล้วน ๆ ช่วยเพิ่มอารมณ์ความหรูผสมสปอร์ตขึ้น เบาะนั่งคู่หน้าหุ้มด้วยวัสดุกึ่งหนังแท้สีดำทรงเดิมที่ยังสบายค่อนข้างกระชับแต่สำหรับคนขับให้สิ่งทันสมัยนั่นคือเบาะนั่งฝั่งคนขับเป็นแบบปรับไฟฟ้า 6 ทิศทาง ส่วนฝั่งคนนั่งอาจจะยังต้องช่วยตัวเอง ถือว่าเป็นปกติของรถกระบะยุคใหม่ คั่นกลางด้วยกล่องคอนโซลกลางสามารถใส่ของจิปาถะได้ตามใจชอบ พร้อมที่ท้าวแขนบนกล่อง

เบาะหลังเมื่อเข้าไปนั่งแล้ว นั่งและเหยียดขาได้สบายเช่นเคย พร้อมที่ท้าวแขนแต่ที่วางแก้วดันไปอยู่หลังกล่องคอนโซลกลางซึ่งอาจจะลำบากในการเอี้ยวตัวไปหยิบขวดน้ำ แต่อยากให้ย้ายตำแหน่งมาอยู่ที่ในตัวที่พักแขนดีกว่า จะว่าไปแล้วที่วางแก้วน้ำ กลับให้ตำแหน่งวางมากถึง 10 จุดรอบคัน งานนี้เอาใจคนกระหายน้ำให้สดชื่น สดใสกันเลยทีเดียว ตัวเบาะหลังหุ้มด้วยวัสดุกึ่งหนังแท้สีดำ สิ่งที่เคยสงสัยว่ามันจำเป็นหรือที่ต้องมีเบาะหลังพับได้ในอัตรา 60/40 แต่สำหรับผมเองกลับมองว่าจำเป็น เพราะอย่างน้อยพ่อบ้านแม่บ้านที่ต้องใช้รถกระบะ 4 ประตู เป็นรถครอบครัว สามรถพับเบาะวางของที่ซื้อมาจากซุปเปอร์มาร์เก็ต หรือวางพวก ทีวี LED ขนาดไม่ใหญ่มากได้เต็มที่ เป็นต้น และถ้าต้องพาเจ้าจอมซนโดยสารไปด้วยยังมีจุดยึดที่นั่งสำหรับเด็ก ISOFIX ติดตั้งมาให้นับเป็นกระบะ 4 ประตู เอาใจครอบครัวเรียกคะแนนความสนใจมากขึ้น

แผงหน้าปัดยังคงใช้งานดีไซน์เดิมตั้งแต่ All New D-MAX รวมถึงแผงประตูขึ้นรูป แต่มีการปรับรายละเอียดเล็กๆน้อย ตั้งแต่ แผงมาตรวัดเรืองแสงใหม่ Super Vision แบบ 3D พร้อมหน้าจอ Color Display สี MID แสดงข้อมูลของตัวรถและสถานะของฟังก์ชันต่างๆ อย่างครบครัน พร้อมไฟบอกตำแหน่งเกียร์ ขนาดใหญ่ให้การมองเห็นได้ดีขึ้น พวงมาลัย 3 ก้าน ดีไซน์คุ้นเคย หุ้มด้วยวัสดุหนัง คับคั่งด้วยปุ่มการทำงานเครื่องเสียงในฝั่งซ้ายมือ ทันสมัยปุ่ม Push Start เพียงปลายนิ้วสัมผัส

คอนโซลกลางนอกจากแผงสวิตช์เครื่องปรับอากาศอัตโนมัติ แหงนมาดูก็จะพบว่า เครื่องเล่น DVD มีการเปลี่ยนจอสัมผัสใหม่ เป็นขนาด 8 นิ้ว แถมย้ายปุ่มการทำงานไปยังใต้หน้าจอ พร้อมช่องเสียบ USB และใหม่ช่องเสียบ HDMI และในเวอร์ชั่นรุ่นท็อป ติดตั้งระบบความบันเทิงใหม่ล่าสุด ISUZU Connect World สามารถเชื่อมต่อ Smart Phone ที่รองรับทั้งระบบปฎิบัติการ IOS กับ Android ได้ ที่มีฟังก์ชั่นหลากหลายเช่น ระบบนำทาง I Smart Navi Thailand ฟังก์ชั่นคลิ๊ปวีดีโอผ่าน Smart Phone (Video Player) ฟังก์ชั่นฟังเพลงผ่าน Smart Phone (Music Player) เป็นต้น โดยต้องโหลดแอฟผ่านทางสมาร์ทโฟนของคุณเอง ส่วนลำโพงยังคงใช้ 8 ตัวเหมือนเดิมแต่ได้ย้ายตำแหน่งลำโพงบนหลังคาใหม่ ในชื่อว่า Roof Speaker ซึ่งที่ย้ายตำแหน่งลำโพงบนหลังคาใหม่นี้ ทาง ISUZU กลับบอกว่า เพื่อความสวยงามและเพิ่มมิติเสียงอย่างเต็มรูปแบบและเท่าที่ฟังเสียงเพลงตลอดการเดินทาง ยอมรับเลยว่า เสียงดีในระดับหนึ่งโดยไม่ต้องเสียสตางค์ หาลำโพงดีๆยี่ห้อดังๆ อีกต่อไป

การที่ ISUZU ตัดสินใจ ปลดเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ 2.5 ลิตร ออกไป เพราะนับวันทั่วโลกให้ความสนใจกับเทรนด์เครื่องเล็กแรงม้าสูง ให้พละกำลังแรงเทียบเท่าเครื่องใหญ่ รวมถึงความการปล่อยมลพิษ ที่เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ จึงเป็นที่มาของ การแนะนำเครื่องยนต์ดีเซลใหม่มาพร้อมฉายาว่า “จิ๋วแต่เจ็ง” ด้วยเครื่องยนต์ดีเซลรหัสใหม่ RZ4E-TC ขนาด 1.9 ลิตร พ่วงด้วยระบบเทอร์โบแปรผัน VGS 4 สูบ ให้กำลังสูงสุด 150 แรงม้าที่ 3,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 350 นิวตันเมตร ที่ 1,800-2,600 รอบ/นาที (รุ่น 4JK1-TCX 2.5 ลิตร 136 แรงม้าที่ 3,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 320 นิวตันเมตรที่ 1,800-2,800 รอบ/นาที) โดยทาง ISUZU เคลมว่า แรงม้ามากขึ้น 10% แรงบิดเพิ่มขึ้น 9% อัตราเร่งดีขึ้นกว่าเดิม 8% ตลอดจนน้ำหนักเครื่องเบาขึ้น 20% (60 กิโลกรัม) เมื่อเทียบกับเครื่องเดิม พร้อมอัตราการปล่อยก๊าซ CO2 : 175 กรัม/กม.

กล่าวตัวตนมาพอสมควร ก่อนจิ้มปุ่ม Push Start มีความคิดว่าตั้งแต่แรกๆ พลกำลังของเครื่องเล็ก 1.9 ลิตรนี้ จะให้พลังมากขึ้นจริงหรือ แต่เมื่อหลังจิ้มปุ่ม อยู่หลังพวงมาลัยแล้ว พลัง 150 แรงม้า แรงบิด 350 นิวตันเมตร พร้อมร่างที่หนัก 1,830 กก. นำพาความประทับใจทั้งในเรื่อง ตอบสนอง คล่องตัวดี ฟิลลิ่งจะคล้ายคลึงกับเครื่องดีเซล 2.5 ลิตรเดิม แต่กระฉับกระเฉงกว่าในเรื่องการออกตัวในช่วงความเร็วต่ำจนถึงสูง เหมาะสมสำหรับเซียนกระบะที่ไม่เรียกร้องความแรงสมใจคนเท้าขวาหนัก ทั้งการใช้งานในเมือง หรือ ต่างจังหวัด

หนึ่งเรื่องที่ยอมรับในฐานะผมใช้รถ ISUZU นั่นคือการเก็บเสียงของรุ่น 1.9 Ddi Blue Power Hi-Lander 4 ประตู 6 Auto ที่เงียบขึ้น และดีกว่าในยุค D-MAX เจนเก่า จนถึง All New D-MAX ในช่วงรอบเดินเบา แต่ พอช่วงความเร็วสูงๆราวๆ 120 กม./ชม. ขึ้นไป อาจมีเสียงเล็ดลอดเข้ามาบ้าง รวมถึงเสียงเทอร์โบที่ทำงานตลอดเวลาอาจสร้างความรำคาญบ้างในการขับขี่ แต่ภาพรวมก็ไม่เป็นอุปสรรคในการเดินทาง แต่อย่างใด ยังสามารถฟังเพลง ดูหนัง พูดคุยได้เต็มที่
นอกจากเครื่องยนต์ใหม่แล้ว ระบบส่งกำลังก็ใหม่ด้วยเช่นกันนอกจากเกียร์ธรรมดา 6 สปีด (รุ่น MVL6N) แล้วยังมีเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด ใหม่ รุ่น AWR6B45 ชูเด่นในเรื่องระบบโอเวอร์ไดร์ฟ ที่ใจดีให้ถึง 2 ตำแหน่ง ทั้งตำแหน่งเกียร์ 5 กับ เกียร์ 6 เข้าถึงความมันส์แบบสุนทรีย์ ด้วยระบบ Rev Tronic บวก/ลบ พร้อมอัตราทดใหม่ เน้นความจัดจ้านเร่งแซงทันใจ

Credit https://www.facebook.com/pg/Keang54/about/?ref=page_internal