ดูแลพ่อแม่ป่วย ไม่ใช่ภาระ

คุ้นเคยกันดีกับคำว่า “จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว” ดังนั้นหากรู้จักคิดและปรับเปลี่ยนทัศนคติก็สามารถทำชีวิตให้ดีขึ้นได้เช่นกัน โดยเฉพาะบ้านไหนที่มีพ่อแม่สูงวัยเจ็บป่วยจากโรคเรื้อรังต่างๆ กระทั่งทำให้ลูกหลานหลายคนเกิดความรู้สึกเหนื่อยและท้อแท้ในการดูแลท่าน หลายครอบครัวที่มีลูกมากถึงขั้นเกี่ยงกันในการเอาใจใส่ แต่หากลองคิดกลับกันว่า เราโชคดีแค่ไหนที่มีบุพการีป่วย เพราะนั่นถือเป็นวิธีในการตอบแทนผู้มีพระคุณมากกว่าที่จะมองเป็นภาระ

เพราะทำให้ได้ใกล้ชิดกับผู้ใหญ่มากขึ้น จากที่พูดกันวันละไม่กี่คำ แต่ในช่วงเวลาที่ต้องดูแลท่านก็อยู่ด้วยกันมากขึ้น นั่นไม่เพียงทำให้เราเข้าใจชีวิต แต่จะทำให้คนรุ่นลูกเตรียมตัวเตรียมใจรับความชรา และเข้าใจตัวเองได้ดียิ่งขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น “เรื่องนี้มองได้เป็น 2 ประเด็นคือ 1.เรื่องการทำความเข้าใจผู้สูงวัยป่วย 2.การที่ลูกหลานควรทำความเข้าใจว่าการเจ็บป่วยนั้นถือเป็น เรื่องปกติของมนุษย์ทุกคน และทุกคนอีกเช่นกันที่ต้องเผชิญกับการไม่สบาย เพราะมันคือส่วนหนึ่งของการดำรงชีวิต เมื่อมองภาพรวมได้อย่างนี้ก็จะทำให้ลูกหลานยอมรับและเห็นใจ อีกทั้งอยากช่วยสนับสนุนให้คุณตาคุณยายมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น ภายใต้ข้อจำกัดด้านร่างกายที่ลดลงของท่าน ขณะเดียวกันในมุมของผู้สูงอายุ ท่านก็อยากเป็นคนสูงอายุที่มีความมั่นใจและภูมิใจในตัวเอง ไม่อยากเป็นภาระของลูกหลาน อีกทั้งคนชราจะรู้สึกดีมากหากได้ช่วยเหลือลูกหลานไม่ว่าจะด้านใดก็ตาม แต่เมื่อด้านกายภาพของท่านทำงานน้อยลง การที่ลูกหลานเข้าใจในความเสื่อมของร่างกาย ตลอดจนโรคภัยต่างๆ โดยไม่ทำให้คุณพ่อคุณแม่เสียใจ อีกทั้งให้เกียรติ ชื่นชม ขณะที่ท่านกำลังเจ็บป่วย โดยการช่วยกันดูแล ตรงนี้จะทำให้ผู้ใหญ่และลูกหลานสามารถอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข แต่ทั้งนี้ ลูกหลานเองก็ต้องไม่คาดหวังเรื่องการเจ็บป่วย แต่ให้มองว่าเป็นเรื่องธรรมชาติที่ทุกคนจะต้องเจอ เช่น การที่ผู้สูงวัยป่วยจนกระทั่งไม่สามารถเดินได้ ดังนั้นจึงไม่ควรตั้งเป้าว่าท่านจะกลับมาเป็นเหมือนเดิม แต่ควรพยายามเข้าใจความต้องการทางใจของท่าน และช่วยกันดูแลผู้สูงอายุให้ดีที่สุด. ขอบคุณข้อมูลบางส่วนและติดตามข้อมูลฉบับเต็มที่ thaihealth